หน่วยความจำหลัก
คือ
หน่วยความจำที่ต่อกับหน่วยประมวลผลกลาง และหน่วยประมวลผลกลางสามารถใช้งานได้โดยตรง
หน่วยความจำ ชนิดนี้จะเก็บข้อมูล และชุดคำสั่งในระหว่างประมวลผล และมีกระแสไฟฟ้า
เมื่อปิดเครื่องคอมพิวเตอร์ข้อมูลในหน่วย ความจำนี้จะหายไปด้วย หน่วยความจำหลักที่ใช้ในระบบคอมพิวเตอร์ปัจจุบัน
เป็นชนิดที่ทำมาจากสารกึ่งตัวนำ หน่วยความจำชนิดนี้มีขนาดเล็ก ราคาถูก แต่เก็บข้อมูลได้มาก
และสามารถให้หน่วยประมวลผลกลาง นำข้อมูลมาเก็บ และเรียกค้นได้อย่างรวดเร็วเครื่องคอมพิวเตอร์ทุกเครื่องต้องอาศัยหน่วยความจำหลัก เพื่อใช้เก็บข้อมูลและคำสั่ง ซีพียูจะทำหน้าที่นำคำสั่ง จากหน่วยความจำหลัก มาแปลงความหมายแล้วกระทำตาม เมื่อทำเสร็จก็จะนำผลลัพธ์มาเก็บไว้ในหน่วยความจำหลัก ซีพียูจะกระทำตามขั้นตอนเช่นนี้เป็นวงรอบเรื่อยๆ ไปอย่างรวดเร็ว เรียกการทำงานลักษณะนี้ว่า วงรอบคำสั่ง (Execution cycle) จากการทำงานเป็นวงรอบของซีพียูนี้เอง การอ่านเขียนข้อมูลลงในหน่วยความจำหลัก จะต้องทำได้อย่างรวดเร็ว เพื่อให้ทันการทำงานของซีพียู โดยปกติุุถ้าให้ซีพียูทำงานที่มีความถี่ของสัญญาณนาฬิกา 2,000 เมกะเฮิรตซ์ หน่วยความจำหลักที่ใช้ทั่วไปมักจะมีความเร็วไม่ทันช่วงติดต่ออาจมีเพียง 100 เมกะเฮิรตซ์ |
| หน่วยความจำหลักที่ใช้กับไมโครคอมพิวเตอร์
จึงต้องกำหนดคุณลักษณะในเรื่องช่วงเวลาเข้าถึงข้อมูล (Accesss time) ค่าที่ใช้ทั่วไปอยู่ในช่วงประมาณ
60 นาโนวินาที ถึง 125 นาโนวินาที (1 นาโนวินาทีเท่ากับ 10 ยกกำลัง -9 วินาที)
แต่อย่างไรก็ตาม มีการพัฒนาให้หน่วยความจำ สามารถใช้กับซีพียูที่ทำงานเร็วขนาด
33 เมกะเฮิรตซ์ โดยการสร้าง หน่วยความจำพิเศษมาึคั่นกลางไว้ ซึ่งเรียกว่า หน่วยความจำแคช
(cache memory) ซึ่งเป็นหน่วยความจำที่เพิ่มเข้ามา เพื่อนำชุดคำสั่ง หรือข้อมูลจากหน่วยหลักมาเก็บไว้ก่อน
เพื่อให้ซีพียูเรียกใช้ได้เร็วขึ้น |
| แบ่งตามลักษณะการเก็บข้อมูล |
| 1.หน่วยความจำแบบลบเลือนได้ (volatile memory) คือถ้าเป็นหน่วยความจำที่เก็บข้อมูลไว้แล้ว หากไฟฟ้าดับ คือไม่มีไฟฟ้าจ่ายให้ กับวงจรหน่วยความจำ ข้อมูลที่เก็บไว้จะหายไปหมด |
| 2. หน่วยความจำไม่ลบเลือน (nonvolatile memory) คือ หน่วยความจำเก็บข้อมูลได้ โดยไม่ขึ้นกับไฟฟ้าที่เลี้ยงวงจร |
| ที่มาhttp://www.chakkham.ac.th/technology/computer1/storage.htm |
วันพุธที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2556
หน่วยความจำหลัก
หน่วยความจำแคช (Cache)
หน่วยความจำแคช
|
1. ความหมาย
แคช (CACHE) คือ
หน่วยความจำภายในชนิดหนึ่ง ซึ่งมีขนาดเล็ก และมีความเร็วสูง
จากโครงสร้างหน่วยความจำของเครื่องคอมพิวเตอร์ที่มีการจัดโครงสร้างเป็นแบบ
ลำดับชั้น หน่วยความจำแคช (CACHE) เป็นลำดับชั้นที่อยู่ถัดลงมาจากลำดับชั้นสูงสุด ซึ่งแคชหากมีหลายระดับ เรียกว่าแคช ระดับ L1,L2,… แคช มักถูกเชื่อมต่อเข้ากับหน่วยความจำหลักซึ่งมักถูกซ่อนเอาไว้จากผู้เขียน โปรแกรม หรือแม้กระทั่งตัวโปรเซสเซอร์เอง คือจะทำงานอัตโนมัติ สั่งการให้ทำงานตามที่ต้องการโดยตรงไม่ได้ จึงเปรียบเสมือนบัฟเฟอร์เล็กๆ ระหว่างหน่วยความจำหลักกับรีจิสเตอร์ในโปรเซสเซอร์ รูปที่ 1 แสดงถึงสถาปัตยกรรมหน่วยความจำภายในคอมพิวเตอร์ในปัจจุบัน |
2. ลักษณะพื้นฐานของหน่วยความจำแคช (Cache)
หน่วยความจำแคชสร้างขึ้นมาด้วยวัตถุประสงค์เพื่อให้เป็นหน่วยความจำที่ทำงาน
ได้เร็วที่สุด และเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของหน่วยความจำหลักโดยตรง
ในเวลาเดียวกันก็ต้องการให้มีขนาดใหญ่ที่สุดในราคาที่ไม่แพงจนเกินไป
โดยรูปที่ 2 แสดงให้เห็นถึงความเร็วในเครื่อง
คอมพิวเตอร์มีหน่วยความจำหลักที่มีความเร็วต่ำ
(เมื่อเปรียบเทียบกับความเร็วของซีพียู) ที่มีปริมาณมาก
และมีหน่วยความจำแคชที่เร็วกว่าแต่มีขนาดเล็ก รูปที่ 2 แสดงหน่วยความจำ Cache และหน่วยความจำหลัก รูปที่ 3 แสดงการอ่านข้อมูลจากหน่วยความจำ Cache รูปที่ 4 แสดงโครงสร้างหน่วยความจำ Cache โดยทั่วไป ที่มาhttp://srb1.go.th/kowjumpa/computer/lesson3_3.html |
แรม (Ram) (Random Access Memory) และประเภทของ RAM
RAM ย่อมาจาก (Random Access Memory) เป็นหน่วยความจำหลักที่จำเป็น
หน่วยความจำ ชนิดนี้จะสามารถเก็บข้อมูลได้
เฉพาะเวลาที่มีกระแสไฟฟ้าหล่อเลี้ยงเท่านั้นเมื่อใดก็ตามที่ไม่มีกระแสไฟฟ้า
มาเลี้ยง ข็อมูลที่อยู่ภายในหน่วยความจำชนิดจะหายไปทันที หน่วยควมจำแรม
ทำหน้าที่เก็บชุดคำสั่งและข้อมูลที่ระบบคอมพิวเตอร์กำลังทำงานอยู่ด้วย
ไม่ว่าจะเป็นการนำเข้าข้อมูล (Input) หรือ การนำออกข้อมูล (Output)
โดยที่เนื้อที่ของหน่วยความจำหลักแบบแรมนี้ถูกแบ่งออกเป็น 4 ส่วน คือ
1. Input Storage Area เป็นส่วนที่เก็บข้อมูลนำเข้าที่ได้รับมาจากหน่วยรับข้อมูลเข้าโดย ข้อมูลนี้จะถูกนำไปใช้ในการประมวลผลต่อไป
2. Working Storage Area เป็นส่วนที่เก็บข้อมูลที่อยู่ในระหว่างการประมวลผล
3. Output Storage Area เป็นส่วนที่เก็บผลลัพธ์ที่ได้จากการประมวลผล ตามความต้องการของผู้ใช้ เพื่อรอที่จะถูกส่งไปแสดงออก ยังหน่วยแสดงผลอื่นที่ผู้ใช้ต้องการ
4. Program Storage Area เป็นส่วนที่ใช้เก็บชุดคำสั่ง หรือโปรแกรมที่ผู้ใช้ต้องการจะส่งเข้ามา เพื่อใช้คอมพิวเตอร์ปฏิบัติตามคำสั่ง ชุดดังกล่าว หน่วยควบคุมจะทำหน้าที่ดึงคำสั่งจากส่วน นี้ไปที่ละคำสั่งเพื่อทำการแปลความหมาย ว่าคำสั่งนั้นสังให้ทำอะไร จากนั้นหน่วยควบคุม จะไปควบคุมฮาร์ดแวร์ที่ต้องการทำงานดังกล่าวให้ทำงานตามคำสั่งนั้นๆ
ประเภทของแรม (RAM)
ตัวชิปจะใช้บรรจุภัณฑ์แบบ TSOP เช่นเดียวกับ SDRAM และมีขนาด ความยาวของแผงโมดูลเท่ากัน
คือ 5.25 นิ้ว ติดตั้งอยู่บนแผงโมดูลแบบ DIMM
ที่มีร่องบากบริเวณแนวขาสัญญาณ 1 ร่อง และมีจำนวนขาทั้งสิ้น 184
ขาใช้แรงดันไฟ 2.5 โวลด์ รองรับความจุสูงสุดได้ 1 GB/แผง
ความเร็วบัสในปัจจุบันมีใหเเลือกใช้ตั่งแต่ 133 MHz (DDR-266) ไปจนถึง 350 MHz (DDR-700) สำหรับ DRAM ชนิดนี้ปัจจุบันกำลังจะตกรุ่น
การจำแนกรุ่นของ DDR SDRAM นอกจากจะจำแนกออกตามความเร็วบัสที่ใช้งาน เช่น DDR-400 (400 MHz effective) ซึ่งคิดจาก 200 MHz (ความถี่สัญญาณนาฬิกา๗ x 2 (จำนวนครั้งที่ใช้รับส่งข้อมูลในแต่ละรอบของสัญญาณนาฬิกา) แล้ว ยังถูกจำแนกออกตามค่าอัตราความเร็วในการรับส่งข้อมูล (Bandwidth) ที่มีหน่วยความจำเป็นเมกะไบต์ต่อวินาที (MB/s) ด้วยเช่น PC3200 ซึ่งคิดจาก 8 (ความกว้างของบัสขนาด 8 ไบต์ หรือ 64 บิต) x 200 MHz (ความถี่สัญญาณนาฬิกา) x 2 (จำนวนครั่งที่ใช้รับส่งข้อมูลในแต่ละรอบสัญญาณนาฬิกา)เท่ากับอัตตราความ เร็วในการรับส่งข้อมูลที่ 3,200 MB/s โดยประมาณนั่นเอง นอกจากนี้ยังมีรุ่นอื่นๆอีก เช่น PC2100 (DDR-266), PC2700(DDR-33), PC3600 (DDR-450), PC4000(DDR-500),PC4200(DDR-533), และ PC5600 (DDR-700) เป็นต้น
ที่มา http://www.pbps.ac.th/e_learning/combasic/ram.html
ที่มาhttp://computerdodee.blogspot.com/2009/11/ram.html
1. Input Storage Area เป็นส่วนที่เก็บข้อมูลนำเข้าที่ได้รับมาจากหน่วยรับข้อมูลเข้าโดย ข้อมูลนี้จะถูกนำไปใช้ในการประมวลผลต่อไป
2. Working Storage Area เป็นส่วนที่เก็บข้อมูลที่อยู่ในระหว่างการประมวลผล
3. Output Storage Area เป็นส่วนที่เก็บผลลัพธ์ที่ได้จากการประมวลผล ตามความต้องการของผู้ใช้ เพื่อรอที่จะถูกส่งไปแสดงออก ยังหน่วยแสดงผลอื่นที่ผู้ใช้ต้องการ
4. Program Storage Area เป็นส่วนที่ใช้เก็บชุดคำสั่ง หรือโปรแกรมที่ผู้ใช้ต้องการจะส่งเข้ามา เพื่อใช้คอมพิวเตอร์ปฏิบัติตามคำสั่ง ชุดดังกล่าว หน่วยควบคุมจะทำหน้าที่ดึงคำสั่งจากส่วน นี้ไปที่ละคำสั่งเพื่อทำการแปลความหมาย ว่าคำสั่งนั้นสังให้ทำอะไร จากนั้นหน่วยควบคุม จะไปควบคุมฮาร์ดแวร์ที่ต้องการทำงานดังกล่าวให้ทำงานตามคำสั่งนั้นๆ
ประเภทของแรม (RAM)
- Static RAM (SRAM) นิยมนำไปใช้เป็นหน่วยแครช (Cache) ภายในตัวซีพียู เพราะมีีความเร็วในการทำงานสูงกว่า DRAM มาก แต่ไม่สามารถทำให้มีขนาดความจุสูงๆได้ เนื่องจากกินกระแสไฟมากจนทำให้เกิดความร้อนสูง
- Dynamic RAM(DRAM) นิยม นำไปใช้ทำเป็นหน่วยความจำหลักของระบบในรูปแบบของชิปไอซี (Integrated Circuit) บนแผงโมดุลของหน่วยความจำ RAM หลากหลายชนิด เช่น SDRAM,DDR SDRAM,DDR-II และ RDRAM เป็นต้น โดยออกแบบให้มีขนาดความจุสูงๆได้ กินไฟน้อย และไม่เกิดความร้อนสูง
ชนิดของแรมหรือแรม DRAM (ในปัจจุบัน)
DRAM ที่นำมาใช้ทำเป็ฯแผงหน่อยความจำหลักของระบบชนิดต่างๆในปัจจุบันดังนี้
DRAM ที่นำมาใช้ทำเป็ฯแผงหน่อยความจำหลักของระบบชนิดต่างๆในปัจจุบันดังนี้
ตัวชืปจะใช้บรรจุภัณฑ์ (Package) แบบ TSOP (Thin Smail Outine Package)
ติดตั้งอยู่บน แผงโมดูล แบบ DIMM (Dual Inline Memory Module)
ที่มีร่องบากบริเวณแนวขาสัญญาน 2 ร่อง และมีจำนวนขาทั้งสิ้น 168 ขา
ใช้แรงดันไฟ 3.3 โวลด์ ความเร็วบัสมีให้เลือกใช้ทั้งรุ่น PC-66 (66 MHz),
PC-100 (100 MHz), PC-133 (133 MHz) และ PC-150 (150MHz)
ปัจจุบันหมดความเป็นที่นิยมไปแล้ว
จะพบได้ก็แต่เพียงในคอมพิวเตอร์รุ่นเก่าๆทั้งนั้น
DDR SDRAM (Double Date Rate SDRAM)

การจำแนกรุ่นของ DDR SDRAM นอกจากจะจำแนกออกตามความเร็วบัสที่ใช้งาน เช่น DDR-400 (400 MHz effective) ซึ่งคิดจาก 200 MHz (ความถี่สัญญาณนาฬิกา๗ x 2 (จำนวนครั้งที่ใช้รับส่งข้อมูลในแต่ละรอบของสัญญาณนาฬิกา) แล้ว ยังถูกจำแนกออกตามค่าอัตราความเร็วในการรับส่งข้อมูล (Bandwidth) ที่มีหน่วยความจำเป็นเมกะไบต์ต่อวินาที (MB/s) ด้วยเช่น PC3200 ซึ่งคิดจาก 8 (ความกว้างของบัสขนาด 8 ไบต์ หรือ 64 บิต) x 200 MHz (ความถี่สัญญาณนาฬิกา) x 2 (จำนวนครั่งที่ใช้รับส่งข้อมูลในแต่ละรอบสัญญาณนาฬิกา)เท่ากับอัตตราความ เร็วในการรับส่งข้อมูลที่ 3,200 MB/s โดยประมาณนั่นเอง นอกจากนี้ยังมีรุ่นอื่นๆอีก เช่น PC2100 (DDR-266), PC2700(DDR-33), PC3600 (DDR-450), PC4000(DDR-500),PC4200(DDR-533), และ PC5600 (DDR-700) เป็นต้น
DDR-II SDRAM
ตัวชิปจะใช้บรรจุภัณฑ์แบบ FBGA (Fine-Pitch Ball Gril Array)
ที่มีความต้านทานไฟฟ้าต่ำก่าแบบ TSOP
อีกทั่งยังสามารถออกแบบให้ตัวชิปมีขนาดเล็กแ
ะบางลงได้ ชิปดังกล่าวถูกติดตั้งอยู่บนแผงโมดูลแบบ DIMM ที่มีร่องบากบริเวณแนวขาสัญญาณ 1 ร่อง และมีจำนวนขาทั่งสิ้น 240 ขา ใช้แรงดันไฟเพียง1.8โวลต์ รองรับความจุได้สูงสุดถึง 4 GB ความเร็วบัสในบัจจุบันมีให้เลือกใช้ตั่งแต่ 200 MHz (DDR2-400) ไปจนถึง 450 MHz (DDR2-900) สำหรับ DRAM ชนิดนี้ปัจจุบันกำลังได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก จนคาดว่าในอีกไม่ช่าจะเข้ามาแทนที่มาตรฐานเดิมคือ DDR SDRAM ในที่สุด
นอกจากรุ่นของ DDR-II นอกจากจำแนกออกตามความเร็วของบัสที่ใช้งาน เช่น DDR2-667 (667 MHz effective) ซึ่งคิดจาก 333 MHz (ความถี่สัญญาณนาฬิกา) x 2 จำนวนครั่งที่ใช้รับส่งข้อมูลในแต่ละรอบของสัญญาณนาฬิกา) แล้ว ยังถูกจำแนกออกตามค่าแบนด์วิดธ์ (Bandwidth) ด้วย เช่น PC2-5400 ซึ่งคิดจาก 8 (ความกว้างของบัสขนาด 8 ไบต์) x 333 MHz ( ความถี่สัญญาณนาฬิกา) x 2 (จำนวนครั่งที่ใช้รับส่งข้อมูลในแต่ระรอบของสัญญาณนาฬิกา๗ เท่าอัตตราความเร็วในการรับส่งข้อมูลที่ 5,400 MB/s โดยประมั่นเอง นอกจากนี้ยังมีรุ่นอื่นๆอีกเช่น PC2-4300 (DDR-533),PC2-6400(DDR2-800) และ PC2-7200 (DDR2-900) เป็นต้น
นอก
จากนี้ในอนาคตยังอาจพัฒนาให้มีความกว้างบัสเพิ่มมากขึ้นถึง 4 แชนแนลขนาด 64
บิต(8 ไบต์) ที่ทำงานด้วยความเร็วบัสสูงถึง 1,333 และ 1,600 MHz effective
ออกมาด้วย โดยจะให้แบนด์วิดธ์มากถึง 10.6 และ 12.8 GB/s ตามลำดับ
ตัวชิปจะใช้บรรจุภัณฑ์แบบ FBGA (Fine-Pitch Ball Gril Array)
ที่มีความต้านทานไฟฟ้าต่ำก่าแบบ TSOP
อีกทั่งยังสามารถออกแบบให้ตัวชิปมีขนาดเล็กแ
ะบางลงได้ ชิปดังกล่าวถูกติดตั้งอยู่บนแผงโมดูลแบบ DIMM ที่มีร่องบากบริเวณแนวขาสัญญาณ 1 ร่อง และมีจำนวนขาทั่งสิ้น 240 ขา ใช้แรงดันไฟเพียง1.8โวลต์ รองรับความจุได้สูงสุดถึง 4 GB ความเร็วบัสในบัจจุบันมีให้เลือกใช้ตั่งแต่ 200 MHz (DDR2-400) ไปจนถึง 450 MHz (DDR2-900) สำหรับ DRAM ชนิดนี้ปัจจุบันกำลังได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก จนคาดว่าในอีกไม่ช่าจะเข้ามาแทนที่มาตรฐานเดิมคือ DDR SDRAM ในที่สุด
นอกจากรุ่นของ DDR-II นอกจากจำแนกออกตามความเร็วของบัสที่ใช้งาน เช่น DDR2-667 (667 MHz effective) ซึ่งคิดจาก 333 MHz (ความถี่สัญญาณนาฬิกา) x 2 จำนวนครั่งที่ใช้รับส่งข้อมูลในแต่ละรอบของสัญญาณนาฬิกา) แล้ว ยังถูกจำแนกออกตามค่าแบนด์วิดธ์ (Bandwidth) ด้วย เช่น PC2-5400 ซึ่งคิดจาก 8 (ความกว้างของบัสขนาด 8 ไบต์) x 333 MHz ( ความถี่สัญญาณนาฬิกา) x 2 (จำนวนครั่งที่ใช้รับส่งข้อมูลในแต่ระรอบของสัญญาณนาฬิกา๗ เท่าอัตตราความเร็วในการรับส่งข้อมูลที่ 5,400 MB/s โดยประมั่นเอง นอกจากนี้ยังมีรุ่นอื่นๆอีกเช่น PC2-4300 (DDR-533),PC2-6400(DDR2-800) และ PC2-7200 (DDR2-900) เป็นต้น
RDAM (RAMBUS DRAN)
ถูกพัฒนาขึ้นมาโดยบริษัท Rambus lnc
โดยนำมาใช้งานครั้งแรกร่วมกับชิปเซ็ต i850 และซีพียู Pemtium 4 ของ Intel
ในยุคเริ่มต้น ปัจจุบันไม่ค่อยได้รับความนิยมเท่าที่ควร
โดยชิปเซ็ตและเมนบอร์ดของ Intel เพียงบางรุ่นเท่านั้นที่สนับสนุน
ตัวชิปจะใช้บรรจุภัณฑ์แบบ CSP (Chip-Scale Package)
ติดตั้งอยู่บนแผงโมดูลแบบ RIMM (Rambus Inline Memory Module)
ที่มีร่องบากบริเวณแนวขาสัญญาณ 2 ร่อง ใช้แรงดันไฟ 2.5 โวลต์
และรองรับความจุสูงสุดได้มากถึง 2 GB ปัจจุบัน RDRAM ที่มีวางขายในท้องตลาด
สามารถแบ่งได้ออกเป็น 2 กลุ่ม คือ
- RDRAM (16บิต) เป็น RDRAM แบบ Single Channel ที่มีความกว้างบัส 1 แชนแนลขนาด 16 บิต (2ไบต์) มีจำนวลขาทั้งสิ้น 184 ขา การจำแนกรุ่นโดย มากจำแนกออกตามความเร็วบัสที่ใช้งาน เช่น PC-800 (800 MHz),PC-1066(1,066 MHZ) และ PC-1200 (1,200 MHz) เป็นต้น
- RDRAM(32บิต) เป็น RDRAM แบบ Dual Channel ที่มีความกว้างบัส 2 แชแนลขนาด 32 บิต (4ไบต์) มีจำนวนขาทั้งสิ้น 242 ขา การจำแนกรุ่นโดยมากจะจำแนกออกตามค่าแบนด์วิดธ์ (Bandwidth) ที่ได้รับ เช่น RIMM 3200(PC-800),RIMM 4200(PC-1066),RIMM 4800(PC-1200) และ RIMM 6400 (PC-1600) เป็นต้น
ที่มา http://www.pbps.ac.th/e_learning/combasic/ram.html
ที่มาhttp://computerdodee.blogspot.com/2009/11/ram.html
รอม (Rom) (READ-ONLY MEMORY)
คือ หน่วย ความ จำ ชนิด หนึ่ง ที่ มี โปรแกรม
หรือ ข้อ มูล อยู่ แล้ว และ พร้อม ที่ จะ นำ มา ต่อกั บ
ไมโคร โปรเซสเซอร์ ได้ โดย ตรง ซึ่ง โปรแกรม หรือ ข้อ มูล นั้น จะ ไม่ สูญ หาย ไป
แม้ ว่า จะ ไม่ มี การ จ่าย ไฟ เลี้ยง ให้ แก่ ระบบ
ข้อ มูล ที่ เก็บ อยู่ ใน ROM จะ สามารถ อ่าน ออก มา ได้
แต่ ไม่ สามารถ เขียน ข้อ มูล เข้า ไป ได้
เว้น แต่ จะ ใช้ วิธี การ พิเศษ ซึ่ง ขึ้นกับชนิด ของ
ROM
ชนิด ของ ROM
ทั่ว ไป จะ ใช้ EPROM เพราะ เรา สามารถ หา มา ใช้
และ ทด ลอง ได้ ง่าย มี ราคา ถูก วง จร ต่อ ง่า ย
ไม่ ยุ่ง ยาก และ สามารถ เปลี่ยน แปลง โปรแกรม ได้
นอก จาก ระบบ ที่ ทำ เป็น การ ค้า จำนวน มาก
จึง จะ ใช้ ROM ประเภท โปรแกรม สำเร็จ

จาก รูป แสดง ให้ เห็น ส่วน ประกอบ พื้น ฐาน ของ
ROM ซึ่ง จะ มี สัญญาณ ต่างๆ ที่ เกี่ยว ข้องกั บ
ROM และ ทุก ชิปที่ อยู่ ใน ROM มัก มี การ จัด แบ่ง แยก หน้า ที่ เสมอ
เช่น ขา แอดเดรส ของ ROM เป็นอินพุต ส่วน ขา ข้อ มูล จะ เป็น เอาต์พุต
โดย หลัก การ แล้ว ขา ข้อ มูล จะ ต่อ เข้ากับบัสข้อ มูล ซึ่ง เป็นบั ส
2 ทาง ดัง นั้น เอาต์พุตของ ROM ใน ส่วน ขา ข้อ มูล นี้ มัก จะ เป็นลอจิก
3 สถานะ ซึ่ง ถ้า ไม่ ใช้ ก็ จะ อยู่ ใน สถานะ
ที่ มีอิมพี แดนซ์สูง (High Impedence)
ลักษณะ โครง สร้าง ภาย ใน ของ ข้อ มูล ใน หน่วย ความ จำ
สามารถ ดู ได้ จาก Data Sheet ของ ROM นั้นๆ เช่น ROM ที่ ระบุ เป็น
1024 8 ,2048 8 หรือ 4096 8 ตัว เลข ชุด แรก (1024 ,2048 หรือ
4096) จะ บอก จำนวน ตำแหน่ง ที่ ใช้ เก็บ ข้อ มูล ภาย ใน
ส่วน ตัว เลข ชุด ที่ สอง (8) เป็น ตัว บอก จำนวน บิตของ ข้อ มูล แบบ ขนาน
ที่ อ่าน จาก ROM
ใน การ กำหนด จำนวน เส้น ของบัสแอดเดรส ที่ ใช้กับ
ROM เรา สามารถ รู้ ได้ ด้วย สูตร
เช่น 2x = 4096 จะ ได้ x = 12 ซึ่ง ก็ คือ จำนวน เส้นบัสแอดเดรส นั่น เอง
ขั้น ตอน การ อ่าน ข้อ มูล จาก
ROM
1. CPU จะ ส่ง แอดเดรส ไป ให้ ROM แอดเดรส ดัง กล่าว จะปราก ฏ
เป็น แอดเดรส ที่ ต้อง การ อ่าน ใน ROM โดย ข้อ มูล จะ ถูก อ่าน ออก มา เพียง ครั้ง ละ
1 ไบต์เท่า นั้น
2. CPU จะ ต้อง ให้ ช่วง เวลา ของ การ ส่ง แอดเดรส ยาว นาน พอ ประมาณ
(Wait State) เรียก ว่า Access Time โดย ปกติ ต้อง ประมาณ
100-300 นา โน วินาที ขึ้นกับชนิด ของ ROM ซึ่ง ROM จะ ใช้ เวลา นั้น ใน การ ถอด รหัส แอดเดรส
ของ ข้อ มูล ที่ ต้อง การ จะ อ่าน ออก มา ที่ เอาท์พุทของ
ROM ซึ่ง ถ้า ใช้ เวลา เร็ว กว่า นั้น ROM จะ ตอบ สนอง ไม่ ทัน
3. CPU จะ ส่ง สัญญาณ ไป ทำ การ เลือก ROM เรียก ว่า
สัญญาณ /CS (Chip Select) เพื่อ บอก ว่า ต้อง การ เลือก
ROM ซึ่ง เป็น การ ส่ง สัญญาณ เพื่อ ยืน ยัน การ เลือก ชิปนั่น เอง
4. ข้อ มูล จะ ผ่าน ออก ทางขา ข้อ มูล ชั่ว ขณะ จังหวะ การ เลือก ชิ ป
และ เมื่อ ขา การ เลือก ชิปไม่ แอคตีฟ ข้อ มูล ก็ จะ เข้า สู่ ภาวะ ที่ มีอิมพี แดนซ์สูง
ลักษณะ ดัง กล่าว สามารถ เขียน เป็น แผน ผัง เวลา ออก มา ได้
ดัง แสดง ใน รูป

การ ต่อกับบัสของ Z-80
ใน การ ต่อกับบัสของ Z-80 นั้น สามารถ เชื่อม โยง กัน โดย ตรง ได้
เพราะ Z-80 แยกบัสข้อ มูล และบัสแอดเดรส ออก จาก กัน ดัง แสดง ใน รูป

จาก รูป เป็น การ นำ เอา ROM เบอร์ 2716 มา ต่อกับ Z-80
โดย ใช้ แอดเดรส จาก CPU ต่อกั บ ROM โดย ตรง และบัสข้อ มูล ก็ ต่อ ถึง กัน โดย ตรง
ใน ที่ นี้ จะ ยัง ไม่ มี การ ถอด รหัส แอดเดรส
สังเกต ว่า ใน ขณะ นี้ ยัง ไม่ มี การ ต่อ สาย สัญญาณ
/CE ซึ่ง ปกติ ต้อง มา จาก CPU แต่ จะ กล่าว ถึง เฉพาะ วิธี การ ถอด รหัส เพื่อ ต่อกั บ
สัญญาณ /CE นี้ เท่า นั้น
การ กำหนด แอดเดรส
ปกติ Z-80 จะ มี สัญญาณ แอดเดรส จำนวน 16 สาย โดย ใช้ ชื่อ สัญญาณ เป็น แอดเดรส
A0-A15 ซึ่ง หมาย ถึง การ อ้าง แอดเดรส ได้
216 หรือ 65536 ตำแหน่ง แต่ ROM เบอร์ 2716 มี แอดเดรส เพียง 11 สาย
นั่น หมาย ถึง ความ จุ ของ หน่วย ความ จำ มี เพียง
2 กิโลไบต ์ หรือ 2048 ตำแหน่ง เท่า นั้น ดัง นั้น การ ต่อ
2 กิโลไบต์ ลง ใน 64 กิโลไบต์จะ ต้อง กำหนด ว่า 2 กิโลไบต์ที่ ต่อ นี้
อยู่ ณ ที่ ใด ใน ส่วน ของ พื้น ที่ ทั้ง หมด
64 กิโลไบต์ของ Z-80 ซึ่ง ถ้า จะ ต่อ ให้ ครบ ทั้ง
64 กิโลไบต์ ต้อง ใช้ ROM ถึง 32 ตัว
ใน การ ต่อ ROM นั้น เรา มัก ให้ ROM เริ่ม ที่ แอดเดรส
0000H ทั้ง นี้ เพราะ เมื่อ เริ่ม ทำ การ รี เซต
Z-80จะ เริ่ม ทำ งาน ที่ แอดเดรส นี้ ดัง นั้น เมื่อ เปิดเครื่องจะ ทำ ให้
Z-80 มี โปรแกรม และ พร้อม ที่ จะ รัน (run) จึง ต้อง นำ
ROM มา ใส่ ที่ แอดเดรส กลุ่ม ล่าง สุด นี้ สำหรับ การ กำหนด พื้น ที่ ของ หน่วย ความ จำ เพื่อ การ ใช้ งาน นั้น
สามารถ แสดง ได้ ดัง รูป

จาก รูป เป็น การ กำหนด พื้น ที่ ของ หน่วย ความ จำ
RAM และ ROM เพื่อ การ ใช้ งาน โดย สมมติ ให้ ROM ที่ จะ ต่อ นี้ มี ทั้ง สิ้น
4 ตัว คือ ROMA, ROMB, ROMC และ ROMD โดย ใน ขั้น แรก จะ ต่อ เฉพาะ
ROMA และ ROMB ส่วน RAM ที่ ใช้ จะ ต่อ เป็น RAMA และ RAMB
การ เลือก ชิปของ
ROM
เมื่อ ต่อ ROM เข้า สู่ ระบบ เรา จะ ต้อง หา วิธี ใน การ เลือก ชิปของ
ROM ให้ ถูก ต้อง ตาม แอดเดรส ที่ เรา กำหนด
ไว้ เช่น ROMA เรา กำหนด แอดเดรส ไว้ ที่ แอดเดรส 0000H
- 07FFH ดัง นั้น เรา จำ เป็น ต้อง มี ตัว ถอด รหัส เพื่อ เลือก
แอดเดรส ให้ ถูก ต้อง การ ถอด รหัส นี้ เรา จะ ใช้ แอดเดรส ส่วน บน ที่ เหลือ มา ทำ การ ถอด รหัส
ใน ที่ นี้ เรา จะ ใช้ 74LS138 และ ทำ การ เลือก โดย ใช้
A11, A12, A13, A14 และ A15
การ ถอด รหัส ของ 74LS138 นี้ เป็น การ เลือก จาก
3 บิตไป เป็น 8 บิตโดย ใช้อินพุต A, B, C วง จร การ ถอด รหัส นี้ แสดง ได้ ดัง รูป

ด้วย วิธี นี้ จะ เห็น ว่า ถ้า เรา เลือก แอดเดรส จาก
A10 - A15 จะ มี สัญญาณ จาก A0
- A10 ส่ง ไป ยัง แอดเดรส ของ ROM โดย ตรง
ส่วน A11 - A 15 จะ ผ่าน การ ถอด รหัส ก่อน แล้ว จึง ไป ทำ การ เลือก ชิปใน
ROM ตาม ที่ เรา ต้อง การ เพื่อ ให้ เห็น ขั้น ตอน การ ถอด รหัส ชัด เจน ขึ้น
เรา ควร พิจารณา ขั้น ตอน การ ทำ งาน ของ
74LS138 โดย เขียน ออก มา เป็น ตา ราง แอดเดรส
ดัง แสดง ใน ตา ราง

จาก ตา ราง นี้ เรา จะ เน้น เฉพาะ ส่วน ของ แอดเดรส
A11 - A15 ซึ่ง จะ ส่ง ค่า รวม ของ แอดเดรส เพื่อ ออก ไป ยัง ขา เอาต์พุตขา ที่
10-15 เช่น ถ้า แอดเดรส A11 - A15 เป็นลอจิก ‘
0 ‘ หมด ขา ที่ 15 ซึ่ง เป็น เอาต์พุตจะ แอคตี ฟ เพิ่อทำ การ เลือก ชิป
และ จาก ตา ราง จะ พบ ว่า ใน ช่วง ระหว่าง แอดเดรส
0000H-07FFH ขา ที่ 15 ของ 74LS138 จะ แอคตีฟ ดัง นั้น 74LS138
จึง เป็น วง จร ถอด รหัส ที่ ใช้ ใน การ เลือก ชิ ป
ROM ได้ อย่าง ถูก ต้อง
สัญญาณ การ อ่าน ข้อ มูล
สำหรับ การ อ่าน ข้อ มูล จาก หน่วย ความ จำ นั้น
Z-80 จะ ต้อง ใช้ สัญญาณ ที เกี่ยว ข้อง หลาย สัญญาณ
เช่น สัญญาณ /MREQ กับสัญญาณ /RD สัญญาณ ทั้ง สอง จะ ต้อง เกิด ขึ้น พร้อม กัน
ดัง นั้น เมื่อ เป็น เช่น นี้ จึง ต้อง เอา สัญญาณ ทั้ง สอง นี้ ออร์
(OR) กัน เพื่อ ให้ ได้ สัญญาณ /MEMR การ กำหนด จังหวะ การ อ่าน หน่วย ความ จำ
แสดง ได้ ดัง รูป

การ ต่อ Z-80 กับสัญญาณ
/CS ของ ROM
การ เลือก ROM ใน จังหวะ การ อ่าน นี้ ซี พียูต้อง กำหนด ได้ ว่า จะ เลือก แอดเดรส กลุ่ม ใด
และ จังหวะ การ เลือก นั้น จะ ต้อง ตรงกับการ อ่าน พอ ดี
ดัง นั้น จึง ต้อง นำ เอา สัญญาณ /MEMR และ สัญญาณ เลือก
ROMA มา ทำ การ OR กัน อีก ครั้ง เพื่อ จะ เลือก
ROM ได้ อย่าง ถูก ต้อง วง จร ที่ ต่อ ROM แบบ สมบูรณ์ ใน กรณี นี้ แสดง ได้ ดัง รูป

จาก รูป จะ เห็น ว่า สัญญาณ จาก ซี พียูที่ เข้า ไป ทำ การ ควบ คุม
ROM จะ ประกอบ ด้วย สัญญาณ จาก หลาย ส่วน ซึ่ง ได้ แก่
สัญญาณ แอดเดรส A0-A15 โดย สัญญาณ A11-A15
จะ สร้าง สัญญาณ ใหม่ เป็น สัญญาณ ROMA เพื่อ เลือก ROM
จาก นั้น จะ ใช้ สัญญาณ /MREQ กับสัญญาณ /RD สร้าง สัญญาณ
/MEMR และ สร้าง เป็น สัญญาณ /CE ต่อ ไป โดย ประกอบ กัน เป็น ขั้น ตอน ดัง แสดง ใน รูป

การ ต่อ Z-80 กับ ROM
อีก วิธี หนึ่ง
สังเกต ว่า ROM เบอร์ 2716 มี ขา /CE และ /OE ซึ่ง อาจ จะ นำ ขา สัญญาณ เลือก เอาต์พุตนี้
มา ใช้ ประ โยชน์ ได้ การ เลือก ROM เบอร์ 2716 นี้ จะ ใช้
/CE และ /OE ใน การ เลือก โดย ขา ทั้ง สอง จะ เป็นลอจิก“ 0”
ใน การ เลือก ชิป และ เลือก เอาต์พุตโดย ทำ การ เปิด เกตลอจิก
3 สถานะ นั่น เอง เมื่อ เป็น เช่น นี้ เรา สามารถ ลด จำนวน เกตแบบ ออร์
(or gate) ลง ไป 1 ตัว ได้ โดย แทน ที่ จะ ใช้ สัญญาณ
/MEMR และ สัญญาณ ROMA มา OR กัน เรา ก็ เชื่อม ต่อ โดย การ ใช้ สัญญาณ
/MEMR ต่อกับสัญญาณ /OE และ สัญญาณ ROMA ต่อกับสัญญาณ /CE ดัง แสดง ใน รูป

การ ต่อ ROM หลายๆชิบ
หาก ต้อง การ จะ ต่อ ROM หลายๆชิป เช่น ROMA,ROMB,ROMC และ
ROMD ก็ สามารถ ต่อ เพิ่ม ได้ โดย ใช้ สัญญาณ เลือก จาก
74LS138 และ /MEMR มา เลือก โดย ผ่าน ทาง /CE และ /OE ได้
ดัง แสดง ใน รูป

การ ใช้ ROM ใน ชิปที่ มี ความ จุ เพิ่ม ขึ้น
ROM ที่ ใช้ ใน ปัจจุบัน มี ความ จุ สูง ขึ้น มาก
EPROM บาง ตัว มี ความ จุ ถึง 32 กิโลไบต ์ เช่น
EPROM ที่ใข้กัน มาก ใน ขณะ นี้ ได้ แก่ เบอร์ 2764 (มี ความ จุ
8 กิโลไบต์) เบอร์ 27128 (มี ความ จุ 16 กิโลไบต์) ดัง นั้น หาก ต้อง การ ใช้
ROM ใน ชิปที่ มี ความ จุ เพิ่ม ขึ้น ก็ ทำ ได้
โดย ใช้ หลัก การ เช่น เดียว กัน ใน ที่ นี้ ขอ ให้ ดู การ จัด ขา ของ
EPROM เบอร์ 2732 เมื่อ เปรียบ เทียบกับเบอร์ 2764 ซึ่ง สามารถ แสดง ได้ ดัง รูป

EPROM เบอร์ 2732 มี จำนวน ขา เท่ากับเบอร์ 2764 ดัง นั้น การ เพิ่ม ความ จุ จะ กระ ทำ ได้ โดย ง่า ย
และ สามารถ ใช้ซ็อก เกต (socket) เดิมได้ ทัน ที หรือ เพียง แต่ แก้ ขา แอดเดรส เพียง เส้น เดียว
สังเกต ว่า ขา ที่ แตก ต่าง กัน ใน ที่ นี้ คือ
EPROM เบอร์ 2764 ได้ เพิ่ม เติม อีก 4 ขา โดย เพิ่ม ส่วน บน เป็น
A12 และ ขา PGM มา อยู่ ที่ ขา 27 ส่วน ขา
26 ไม่ ใช้ ความ แตก ต่าง นี้ เอง ทำ ให้ การ เพิ่ม เติม ลาย วง จร ทำ ได้ ง่ายขึ้น
โดย การ ต่อ จาก ขา 26 มา ที่ ขา 28 เพื่อ ต่อ สาย
Vcc ดัง แสดง ใน รูป

เมื่อ จะ ต่อกับ EPROM เบอร์ 2732 เรา สามารถ ขยาย ระบบ โดย ใช้ ขา แอดเดรส ของ
EPROM เบอร์ 2732 จาก แอดเดรส A0- A11ดัง นั้น ส่วน ที่ จะ ขยาย จาก ซี พีย ู
เรา ใช้ 74LS42 โดย นำ แอดเดรส A12- A15
มา ถอด รหัส ดัง แสดง ใน รูป

แม้
ชนิด
- Manual ROM
- PROM (Programmable ROM)
ROM (READ-ONLY MEMORY)
ข้อมูลทั้งหมดที่อยู่ใน ROM จะถูกโปรแกรม โดยผู้ผลิต (โปรแกรม มาจากโรงงาน) เราจะใช้ ROM ชนิดนี้ เมื่อข้อมูลนั้น ไม่มีการเปลี่ยนแปลง และมีความต้องการใช้งาน เป็นจำนวนมาก ผู้ใช้ไม่สามารถ เปลี่ยนแปลงข้อมูลภายใน ROM ได้
โดย ROM จะมีการใช้ technology ที่แตกต่างกันตัวอย่างเช่น BIPOLAR, CMOS, NMOS, PMOS
PROM (PROGRAMMABLE READ-ONLY MEMORY)
ข้อมูลที่ต้องการโปรแกรมจะถูกโปรแกรมโดยผู้ใช้เอง โดยป้อนพัลส์แรงดันสูง (HIGH VOLTAGE PULSED) ทำให้ METAL STRIPS หรือ POLYCRYSTALINE SILICON ที่อยู่ในตัว IC ขาดออกจากกัน ทำให้เกิดเป็นลอจิก “1” หรือ “0” ตามตำแหน่ง ที่กำหนดในหน่วยความจำนั้นๆ เมื่อ PROM ถูกโปรแกรมแล้ว ข้อมูลภายใน จะไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้อีก หน่วยความจำชนิดนี้ จะใช้ในงานที่ใช้ความเร็วสูง ซึ่งความเร็วสูงกว่า หน่วยความจำ ที่โปรแกรมได้ชนิดอื่นๆ
- EPROM (Erasable Programmable ROM)
EPROM (ERASABLE PROGRAMMABLE READ-ONLY MEMORY)
ข้อมูลจะถูกโปรแกรม โดยผู้ใช้โดยการให้สัญญาณ ที่มีแรงดันสูง (HIGH VOLTAGE SIGNAL) ผ่านเข้าไปในตัว EPROM ซึ่งเป็นวิธีเดียวกับที่ใช้ใน PROM แต่ข้อมูลที่อยู่ใน EPROM เปลี่ยนแปลงได้ โดยการลบข้อมูลเดิมที่อยู่ใน EPROM ออกก่อน แล้วค่อยโปรแกรมเข้าไปใหม่ การลบข้อมูลนี้ทำได้ด้วย การฉายแสง อุลตร้าไวโอเลตเข้าไปในตัว IC โดยผ่าน ทางกระจกใส ที่อยู่บนตัว IC เมื่อฉายแสง ครู่หนึ่ง (ประมาณ 5-10 นาที) ข้อมูลที่อยู่ภายใน ก็จะถูกลบทิ้ง ซึ่งช่วงเวลา ที่ฉายแสงนี้ สามารถดูได้จากข้อมูล ที่กำหนด (DATA SHEET) มากับตัว EPROM และ มีความเหมาะสม ที่จะใช้ เมื่องานของระบบ มีโอกาส ที่จะปรับปรุงแก้ไขข้อมูลใหม่
- EAROM (Electrically Alterable ROM)
EAROM (ELECTRICALLY ALTERABLE READ-ONLY MEMORY)
EAROM หรืออีกชื่อหนึ่งว่า EEPROM (ELECTRICAL ERASABLE EPROM) เนื่องจากมีการใช้ไฟฟ้าในการลบข้อมูลใน ROM เพื่อเขียนใหม่ ซึ่งใช้เวลาสั้นกว่าของ EPROM
การลบขึ้นอยู่กับพื้นฐานการใช้เทคโนโลยีที่แตกต่างกัน ดังนั้น EAROM (ELECTRICAL ALTERABLE ROM) จะอยู่บนพื้นฐานของเทคโนโลยีแบบ NMOS ข้อมูลจะถูกโปรแกรมโดยผู้ใช้เหมือนใน EPROM แต่สิ่งที่แตกต่างก็คือ ข้อมูลของ EAROM สามารถลบได้โดยทางไฟฟ้าไม่ใช่โดยการฉายแสงแบบ EPROM
ลักษณะ
ใน
| 2x
=
จำนวน |
ขั้น
1. CPU จะ
2. CPU จะ
3. CPU จะ
4. ข้อ
ลักษณะ
ใน
การ
ปกติ Z-80 จะ
ใน
การ
เมื่อ
สัญญาณ
สำหรับ
การ
สังเกต
หาก
ROM ที่
ที่มาhttp://web.ku.ac.th/schoolnet/snet1/hardware/rom.htm
Harddisk
Harddisk คืออะไร
HARDDISK
คอมพิวเตอร์ มีส่วนที่สำคัญคือ ส่วนประมวลผล ส่วนรับข้อมูล และก็ส่วนแสดงผล แต่ก่อนที่คอมพิวเตอร์จะนำข้อมูลมาประมวลผลก็ต้องมีข้อมูล ซึ่งข้อมูลนั้นจะต้องถูกนำมาจากที่แห่งหนึ่งนั้นก็คือส่วนที่เรียกว่า Storage ซึ่งคอมพิวเตอร์ในยุคแรกจะเป็นกระดาษที่เป็นรู ซึ่งใช้งานยาก จากนั้นได้พัฒนามาใช้ แผ่นพลาสติกที่เครื่องด้วยสารแม่เหล็ก ที่เรียกว่า Diskette ต่อมาเมื่อข้อมูลมากขึ้นจำนวนการเก็บข้อมูลก็มากขั้นทำให้การเก็บข้อมูลลงบน แผ่น Diskette นั้นไม่เพียงพอ ต่อมาก็ทำการพัฒนามาเป็น Hard Disk ในปัจจุบัน
ระบบของ Hard disk ต่างจากแผ่น Diskette โดยจะมีจำนวนหน้าในการเก็บข้อมูลมากกว่า 2 หน้า ในการเก็บข้อมูลของ Hard Disk นั้นก็ไม่ต่างกับการเก็บข้อมูลลงบน Diskette ทั่วไปมากนัก Hard Disk ส่วนใหญ่ประกอบด้วยแผ่นจานแม่เหล็กมากกว่า 2แผ่นเรียงกันอยู่บนแกน Spindle
ทำให้แผ่นแม่เหล็กหมุนไปพร้อมๆกัน Hard Disk ใช้หัวอ่านเพียงหัวเดียวในการทำงาน ทั้งอ่านและเขียนข้อมูล ในการเขียนข้อมูลหัวอ่านจะได้รับกระแสไฟฟ้าผ่านเข้าสู่คอยล์ของหัวอ่าน เพื่อรับข้อมูล เป็นการแปลงความหนาแน่นของสารแม่เหล็กที่เคลือบอยู่บน Disk ออกมาให้กับ CPU เพื่อทำการประมวลผล ส่วนการเก็บข้อมูล จะเก็บอยู่ในรูปแบบของสัญญาณดิจิตอล โดยเก็บเป็นเลขฐาน 2 คือ 0 และ 1 การเก็บข้อมูลจะเริ่ม
Seek Time
เป็นระยะเวลาที่แกนยืดหัวอ่านเขียน Hard Disk เคลื่อนหัวอ่านเขียนไประหว่างแทร็คของข้อมูลบน Hard Disk ซึ่งในปัจจุบัน Hard Disk จะมีแทร็คข้อมูลอยู่ประมาณ 3,000 แทร็คในแต่ละด้านของแพล็ตเตอร์ ขนาด 3.5 นิ้ว ความสามารถในการเคลื่อนที่ จากแทร็คที่อยู่ไปยังข้อมูลในบิตต่อไป อาจเป็นการย้ายตำแหน่งไปเพียง อีกแทร็คเดียวหรืออาจย้ายตำแหน่งไปมากกว่า 2,999 แทร็คก็เป็นได้ Seek time จะวัดโดยใช้หน่วยเวลาเป็น มิลลิเซก (ms) ค่าของ Seek time ของการย้ายตำแหน่งของแขนยึดหัวอ่านเขียน ไปในแทร็คถัดไปในแทร็คที่ อยู่ติดๆกันอาจใช้เวลาเพียง 2 ms ในขณะที่การย้ายตำแหน่งจากแทร็คที่อยู่นอกสุดไปหาแทร็คที่อยู่ในสุด หรือ ตรงกันข้ามจะต้องใช้เวลามากถึงประมาณ 20 ms ส่วน Average seek time จะเป็นค่าระยะเวลาเฉลี่ย ในการย้ายตำแหน่ง ของหัวเขียนอ่านไปมาแบบสุ่ม (Random) ในปัจจุบันค่า Average seek time ของ Hard Disk จะอยู่ ในช่วงตั้งแต่ 8 ถึง 14 ms แม้ว่าค่า seek จะระบุเฉพาะคุณสมบัติในการทำงานเพียง ด้านกว้างและยาวของ แผ่นดิสก์ แต่ค่า Seek time มักจะถูกใช้ในการเปรียบเทียบ คุณสมบัติทางด้านความ เร็วของ Hard Disk ปกติจะเรียกรุ่นของ Hard Disk ตามระดับความเร็ว Seek ค่า Seek time ยังไม่สามารถแสดงให้ประสิทธิภาพทั้งหมดของ Hard Disk ได้ จะแสดงให้เห็นเพียงแต่การค้นหาข้อมูลในแบบสุ่ม ของตัว Drive เท่านั้น ไม่ได้แสดงในแง่ของ การอ่านข้อมูลแบบเรียงลำดับ (sequential)
Cylinder Switch Time
เวลาในการสลับ Cylinder สามารถเรียกได้อีกแบบว่าการสลับแทร็ค (track switch) ในกรณีนี้แขนยึดหัวอ่านเขียนจะวางตำแหน่งของหัวอ่านเขียนอยู่เหนือ Cylinder ข้อมูลอื่น ๆ แต่มีข้อแม้ว่า แทร็คข้อมูลทั้งหมดจะต้องอยู่ใน ตำแหน่งเดียวกันของแพล็ตเตอร์อื่น ๆ ด้วย เวลาในการสลับระหว่าง Cylinder จะวัดด้วยระยะเวลาเฉลี่ยที่ตัว ไดร์ฟใช้ในการสลับจาก Cylinder หนึ่งไปยัง Cylinder อื่น ๆ เวลาในการสลับ Cylinder จะวัดด้วยหน่วย ms
Head Switch Time
เป็นเวลาสลับการทำงานของหัวอ่านเขียน แขนยึด หัวอ่านเขียนจะเคลื่อนย้ายหัวอ่านเขียนไปบนแพล็ตเตอร์ที่อยู่ในแนวตรงกัน หัวอ่านเขียนเพียงหัวเดียวทำหน้าที่อ่านหรือบันทึกข้อมูลในเวลาใดเวลาหนึ่ง ระยะเวลาในการสลับกันทำงานของหัวอ่านเขียนจะวัดด้วยเวลาเฉลี่ยที่ตัวไดร์ฟ ใช้สลับ ระหว่างหัวอ่านเขียน สองหัวในขณะ อ่านบันทึกข้อมูล เวลาสลับหัวอ่านเขียนจะวัดเป็นหน่วย ms
Rotational Latency
เป็นช่วงเวลาที่คอยการหมุนของแผ่นดิสก์ภายในการหมุนภายใน Hard Disk เกิดขึ้นเมื่อหัวอ่านเขียนวางตำแหน่งอยู่เหนือแทร็คข้อมูลที่เหมาะสม ระบบการทำงานของหัวอ่านเขียนข้อมูลจะรอให้ตัวไดร์ฟ หมุนแพล็ตเตอร์ไปยังเซ็กเตอร์ที่ถูกต้อง ช่วงระยะเวลาที่รอคอยนี้เองที่ถูกเรียกว่า Rotational Latency ซึ่งจะวัดเป็นหน่วย ms แต่ระยะเวลาก็ขึ้นอยู่กับ RPM (จำนวนรอบต่อนาที)
การควบคุม Hard Disk
Hard Disk จะสามารถทำงานได้ต้องมีการควบคุมจาก CPU โดยจะมีการส่งสัญญาณการใช้งานไปยัง Controller Card ซึ่ง Controller Card แบ่งออกได้ประมาณ 5 ชนิด ซึ่งจะกล่าวถึงเพียง 3 ชนิดที่ยังคงมีและใช้อยู่ในปัจจุบัน
IDE (Integrated Drive Electronics)
ระบบนี้มีความจุใกล้เคียงกับแบบ SCSI แต่มีราคาและความเร็วในการขนย้ายข้อมูลต่ำกว่า ตัวควบคุม IDE ปัจจุบันนิยมรวมอยู่ในแผงตัวควบคุม
รูปแสดง Slot IDE บนแผงวงจร Mainboard
SCSI (Small Computer System Interface)เป็น Controller Card ที่มี Processor อยู่ในตัวเองทำให้เป็นส่วนเพิ่มขยายกับแผงวงจรใหม่ ใช้ควบคุมอุปกรณ์เสริมอื่นที่เป็นระบบ SCSI ได้ เช่น Modem CD-ROM Scanner และ Printer ใน Card หนึ่งๆจะสนับสนุนการต่ออุปกรณ์ได้ถึง 8 ตัว
รูปแสดง อุปกรณ์ Hard Disk ที่เป็น SCSI
Serial ATA (Advanced Technology Attachment)เปิดตัวครั้งแรกในวันที่ 26 มิถุนายน 2545 งาน PC Expo ใน New York ประเทศสหรัฐอเมริกา หลังจากที่มีการนำเสนอ Parallel ATA มากว่า 20 ปี รวมถึงเทคโนโลยีอื่นๆที่ทำให้การอ่านข้อมูลได้เร็วขึ้น วันนี้บริษัท Intel Seagate และบริษัทอื่นๆ คอยช่วยกันพัฒนาให้เกิดเทคโนโลยี Serial ATA ขึ้นมาแทนที่
Serial ATA มีความเร็วในเข้าถึงข้อมูลถึง 150 Mbytes ต่อ วินาที และให้ผลตอบสนองในการทำงานได้เร็วมากในส่วนของ extreme application เช่น Game Home Video และ Home Network Hub มีจำนวน pin น้อยกว่า Parallel ATA
Serial ATA II ของทาง Seagate คาดว่าจะออกวางตลาดภายในปี 2546 และจะทำงานได้กับ Serial ATA 1.0 ทั้งทางด้าน products และ maintain software
รูปแสดง สายสัญญาณแบบ Serial ATA
การบำรุงรักษาการ Defrag ซึ่งก็คือการจัดเรียงข้อมูลใน Hard Disk เสียใหม่เพื่อให้ Hard Disk ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพที่สุด ทุกครั้งที่เราเขียนข้อมูล ไม่ว่าจะด้วยการติดตั้งโปรแกรมใหม่ หรือว่าใช้คำสั่ง Save จากโปรแกรมใดๆ ก็ตาม หรือการ Download ข้อมูล Program จาก Internet รวมไปถึงการ Copy ข้อมูลลงไปใน Hard Disk นั้น สิ่งที่เครื่อง คอมพิวเตอร์ต้องสั่งให้ Hard Disk ทำคือ เขียนข้อมูลเหล่านั้นลงไปบนพื้นที่ว่างบน Hard Disk ซึ่งการเขียนข้อมูลของ Hard Disk นั้นจะไม่เหมือนกับการเขียนข้อมูลในหนังสือหรือกระดาษอย่างที่เราทำกัน แต่โครงสร้างของ Drive จะแบ่งออกเป็นส่วนย่อยๆ เป็นบล็อกอย่างที่เรารู้จักกันคือ Cluster ในการเขียนข้อมูลนั้น เครื่องคอมพิวเตอร์ต้องเข้าไปจองพื้นที่เป็น Cluster โดยที่ไม่สนใจว่าจะใช้เต็มพื้นที่หรือไม่ ถ้าข้อมูลมีขนาดใหญ่เกินไปก็จะใช้พื้นที่หลายๆ Cluster ซึ่งจะว่าไปแล้วในตอนแรกนั้นข้อมูลก็ยังคงจะเรียงกันอย่างเป็นระเบียบอยู่ อย่างที่ควรจะเป็น แต่ว่าเมื่อมีการใช้งานหนักเข้าเรื่อยๆ โดยเฉพาะ Application ต่างๆ บนวินโดวส์จำเป็นต้องมีการเปิด File หลายๆ File พร้อมกัน รวมทั้งมีการเขียนและลบ File บ่อยๆ จะทำให้ข้อมูลกระจายออกไป
ที่มาhttp://www.com5dow.com/basic-computer/3-harddisk-%E0%B8%84%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%AD%E0%B8%B0%E0%B9%84%E0%B8%A3.html
Optical Disk
Optical disk
: คือ จานแสงแบบเคลื่อนที่ได้ ใช้ในการอ่านเขียนด้วยแสงเลเซอร์
จานแสงมีขนาดเล็กพกพาได้สะดวก และมีความจุสูง เทคโนโลยีจานแสงมี 4 ชนิดคือ
- CD-ROM : หรือที่เรียกกันว่า Compack Disk เป็นจานแสงที่อ่านได้อย่างเดียว สามารถเก็บข้อมูลได้ทุกชนิด ทั้งรูปภาพ ข้อความ หรือเสียง
- CD-R : คือ CD ที่ฟอร์เมตไว้ให้เราใช้บันทึกข้อมูลโดยใช้เครื่องบันทึก(writer)
- Worm disks ย่อมาจาก Write once read many คือ CD ที่สามารถบันทึกข้อมูลได้ 1 ครั้งเท่านั้นและไม่สามารถลบข้อมูลได้ แต่อ่านได้หลายครั้ง
- Erasable optical disks หรือ CD-RW: คือจานแสงที่บันทึกข้อมูล และลบข้อมูลได้ ใช้ได้หลายครั้ง มักใช้เก็บเอกสารที่มีการเปลี่ยนแปลง
ที่มาhttp://www.pbps.ac.th/e_learning/combasic/optical.html
disk drive
Disk drive
ดิสก์ไดร์ฟ, ช่องใส่ดิสก์, อุปกรณ์จัดเก็บที่ใช้อ่านและเขียนดิสก์ทั้งแบบแม่เหล็กและออปติคอล เมื่อมีช่องใส่ดิสก์ในคอมพิวเตอร์มากกว่า 1 ช่อง ระบบปฏิบัติการจะกำหนดชื่อให้แต่ละช่องไม่ซ้ำกัน เช่น A: และ C: ในดอส วินโดวส์ และโอเอส/ทู ช่องใส่ดิสก์ 3 แบบที่ใช้กันทั่วไป ได้แก่ ช่องใส่ Floppy Disk ช่องใส่ฮาร์ดดิสก์ และช่องใส่คอมแพคดิสก์ ช่องใส่ Floppy Disk นั้นใช้ได้กับดิสก์ขนาด 5.25 นิ้ว หรือ 3.5 นิ้ว ช่องใส่ฮาร์ดดิสก์มักจะมีความจุมากกว่า และทำงานได้เร็วกว่าช่องใส่ Floppy Disk รวมทั้งอยู่ภายในกล่องที่ปิดสนิทกันไม่ให้สิ่งแปลกปลอมเข้าไป ช่องใส่คอมแพคดิสก์เป็นได้ทั้งแบบภายนอกและภายในตัวระบบ และให้ใส่แผ่นคอมแพคดิสก์เข้าไปในแคดดี้พิเศษ เครื่องพีซีในปัจจุบันจะมีช่องใส่คอมแพคดิสก์หรือไดร์ฟซีดีนี้เป็นอุปกรณ์ มาตรฐานไปแล้ว
ที่มาhttp://www.com5dow.com/%E0%B9%84%E0%B8%82%E0%B8%9B%E0%B8%B1%E0%B8%8D%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%A8%E0%B8%B1%E0%B8%9E%E0%B8%97%E0%B9%8C-it/2873-disk-drive-%E0%B8%84%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%AD%E0%B8%B0%E0%B9%84%E0%B8%A3.html
ดิสก์ไดร์ฟ, ช่องใส่ดิสก์, อุปกรณ์จัดเก็บที่ใช้อ่านและเขียนดิสก์ทั้งแบบแม่เหล็กและออปติคอล เมื่อมีช่องใส่ดิสก์ในคอมพิวเตอร์มากกว่า 1 ช่อง ระบบปฏิบัติการจะกำหนดชื่อให้แต่ละช่องไม่ซ้ำกัน เช่น A: และ C: ในดอส วินโดวส์ และโอเอส/ทู ช่องใส่ดิสก์ 3 แบบที่ใช้กันทั่วไป ได้แก่ ช่องใส่ Floppy Disk ช่องใส่ฮาร์ดดิสก์ และช่องใส่คอมแพคดิสก์ ช่องใส่ Floppy Disk นั้นใช้ได้กับดิสก์ขนาด 5.25 นิ้ว หรือ 3.5 นิ้ว ช่องใส่ฮาร์ดดิสก์มักจะมีความจุมากกว่า และทำงานได้เร็วกว่าช่องใส่ Floppy Disk รวมทั้งอยู่ภายในกล่องที่ปิดสนิทกันไม่ให้สิ่งแปลกปลอมเข้าไป ช่องใส่คอมแพคดิสก์เป็นได้ทั้งแบบภายนอกและภายในตัวระบบ และให้ใส่แผ่นคอมแพคดิสก์เข้าไปในแคดดี้พิเศษ เครื่องพีซีในปัจจุบันจะมีช่องใส่คอมแพคดิสก์หรือไดร์ฟซีดีนี้เป็นอุปกรณ์ มาตรฐานไปแล้ว
ที่มาhttp://www.com5dow.com/%E0%B9%84%E0%B8%82%E0%B8%9B%E0%B8%B1%E0%B8%8D%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%A8%E0%B8%B1%E0%B8%9E%E0%B8%97%E0%B9%8C-it/2873-disk-drive-%E0%B8%84%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%AD%E0%B8%B0%E0%B9%84%E0%B8%A3.html
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)

